ศิลปกรรมศาสตร์ DPU เปิดเวที Reproduction Art X Collage ยกระดับศักยภาพนักศึกษาปี 1

ศิลปกรรมศาสตร์ DPU เปิดเวที Reproduction Art X Collage ปลุกพลังสร้างสรรค์ ยกระดับศักยภาพนักศึกษาปี 1 เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้เป็นงานศิลปะ เรียนรู้ทฤษฎีสีผ่านผลงานศิลปินระดับโลก
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เรียนรู้ทฤษฎีสี ผ่านโปรเจกต์ Reproduction Art X Collage เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานน้ำพุ อาคาร 5 โดยนำผลงานของศิลปินระดับโลกมาตีความและถ่ายทอดในมุมมองใหม่ ด้วยวัสดุเหลือใช้แทนการวาดภาพและระบายสีแบบเดิม กระบวนการดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และการฝึกแก้ปัญหาจากการลงมือปฏิบัติจริง
อาจารย์ณมณ ขันธชวะนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า รายวิชาทฤษฎีสีเป็นรายวิชาพื้นฐานสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการใช้สี ตั้งแต่การเรียนรู้วงล้อสี การจับคู่สี และการจัดกลุ่มสีในลักษณะต่าง ๆ เช่น สีเอกรงค์ สีวรรณะร้อน–วรรณะเย็น สีสามเส้า-สี่เส้า ก่อนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานจริง โดยปกตินักศึกษาจะฝึกปฏิบัติผ่านการวาดภาพและการระบายสีด้วยสีโปสเตอร์ แต่ในปีนี้อาจารย์ได้ปรับรูปแบบโครงงานปลายภาคให้ใช้วัสดุเหลือใช้แทนค่าสี เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองสร้างงานด้วยวิธีที่แตกต่างจากเดิม
“โครงงานนี้ต้องการให้นักศึกษาเห็นว่า งานศิลปะที่นอกจากจะเป็นการวาดภาพและระบายสี ยังมีวัสดุใกล้ตัว เช่น เศษกระดาษ เศษผ้า ฝาขวด หลอด หรือเชือก สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานได้ หากเราสังเกตและมองเห็นคุณค่าของสี รูปทรง และพื้นผิวที่อยู่ในวัสดุเหล่านั้น การเรียนรู้ในลักษณะนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักศึกษา และทำให้เข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์สามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งของธรรมดารอบตัว” อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU กล่าว_0.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
สำหรับกระบวนการสร้างผลงาน นักศึกษาจะเลือกผลงานของศิลปินที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เช่น ปาโบล ปิกัสโซ วินเซนต์ แวนโก๊ะ อองรี มาติส มาเป็นต้นแบบ จากนั้นนักศึกษาจะต้องวิเคราะห์การใช้สี เส้น รูปทรง พื้นผิว จุดเด่น และการจัดวางองค์ประกอบของภาพ เพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดและลักษณะเฉพาะของศิลปินแต่ละคน ก่อนนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาตีความและถ่ายทอดใหม่ผ่านวัสดุและเทคนิคที่นักศึกษาเลือกใช้
อาจารย์ณมณ อธิบายว่า กระบวนการดังกล่าวนักศึกษาไม่สามารถคัดลอกผลงานต้นฉบับให้เหมือนทุกประการ แต่จะเน้นให้เรียนรู้หลักการทางศิลปะผ่านการสังเกตและวิเคราะห์ นักศึกษาจึงต้องพิจารณาว่าจะเลือกใช้วัสดุชนิดใดมาทำหน้าที่แทนสี เส้น หรือพื้นผิวในแต่ละส่วนของภาพ เพื่อรักษาเอกลักษณ์สำคัญของผลงานต้นแบบ ขณะเดียวกันก็สร้างลักษณะเฉพาะให้แก่ผลงานของตนเองออกมา
“วัสดุที่นำมาใช้มีทั้งเศษกระดาษ หนังสือพิมพ์ กระดาษถ่ายเอกสารที่ไม่ใช้แล้ว เศษผ้า ฝาขวดพลาสติก หลอด เชือก แผ่นอะลูมิเนียม และตะปู โดยนักศึกษาต้องเลือกคุณสมบัติของวัสดุให้สอดคล้องกับภาพต้นแบบ เช่น ใช้วัสดุผิวมันวาวในส่วนที่ต้องการให้เกิดการสะท้อนแสง ใช้กระดาษฉีกหรือวัสดุผิวขรุขระเพื่อสร้างพื้นผิวหยาบ และใช้เชือกหรือวัสดุที่มีลักษณะเป็นเส้นเพื่อกำหนดโครงสร้างและจังหวะภายในภาพ” อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU กล่าว
ตัวอย่างผลงานนักศึกษาที่โดดเด่นคือ การนำผลงานของปิกัสโซ ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านการใช้รูปทรงเรขาคณิต มาถ่ายทอดใหม่ด้วยหลอด เศษผ้า และเชือก นักศึกษาใช้หลอดจัดวางเป็นพื้นหลัง ใช้เศษผ้าสร้างรายละเอียดของดอกไม้ และใช้เส้นเชือกกำหนดโครงสร้างของบุคคลในภาพ ทำให้ผลงานสามารถคงลักษณะสำคัญของต้นแบบไว้ได้ พร้อมสร้างมิติและพื้นผิวที่แตกต่างจากงานจิตรกรรมเดิม
อาจารย์ณมณ อธิบายต่อว่า นักศึกษาบางกลุ่มยังศึกษาค้นคว้าและนำเทคนิคอื่นมาประยุกต์ใช้เพิ่มเติมด้วยตนเอง เช่น เทคนิค String Art โดยใช้ตะปูสร้างโครงของใบหน้า ก่อนนำเส้นเชือกมาโยงเชื่อมจนเกิดเป็นรูปทรง ซึ่งไม่ได้ให้โจทย์ตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากการที่นักศึกษาสนใจและทดลองทำขึ้นมา แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะค้นหาวิธีการใหม่และพัฒนาผลงานให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น
ในระหว่างการทำงานนักศึกษาได้เรียนรู้จากข้อจำกัดของวัสดุเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนากระบวนการคิดของนักศึกษา เพราะบางครั้งวัสดุที่เลือกไว้อาจไม่สามารถใช้งานได้ตามแผน นักศึกษาจึงต้องวิเคราะห์ปัญหา ค้นหาวัสดุทดแทน หรือปรับเทคนิคให้เหมาะสม กระบวนการเหล่านี้ช่วยฝึกความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับนักออกแบบ
“นอกจากนี้ โครงงานยังปลูกฝังแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้นักศึกษาเห็นว่า วัสดุเหลือใช้หรือสิ่งของที่หมดประโยชน์จากการใช้งานเดิมยังมีคุณค่าด้านสี รูปทรง และพื้นผิว เมื่อนำมาผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และออกแบบ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นผลงานศิลปะที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เปรียบเสมือนการมอบชีวิตใหม่ให้แก่วัสดุ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU กล่าว
ประสบการณ์จากการทำโครงงานสามารถนำไปต่อยอดในการเรียนระดับชั้นที่สูงขึ้น ของแต่ละสาขาวิชาเอก ได้แก่ การออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ การออกแบบและธุรกิจแฟชั่น และการออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน เช่น การพัฒนาผลงานจากสองมิติไปสู่สามมิติ การทดลองใช้วัสดุทางเลือกในการสร้างเครื่องแต่งกาย ตลอดจนการนำวัสดุเหลือใช้มาพัฒนาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบพื้นที่ ผลิตภัณฑ์ หรือผลงานสร้างสรรค์ประเภทอื่น ๆ ได้อีกด้วย
อัลบั้มภาพ 6 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี





